วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชาวปากแพรก...เชลยสงคราม ณ วัดใต้




ผู้คนในย่านปากแพรกปะปนอยู่ทั้งคนญวนซึ่งโยกย้ายมาจากการอพยพเทครัวด้วยอิทธิพลของสงครามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รวมไปถึงคนจีนที่มีส่วนทำให้ปากแพรกมากไปด้วยบรรยากาศแห่งการซื้อขาย ก่อเกิดความเป็นย่านตลาดอันสำคัญที่สุดของกาญจนบุรีเรื่อยมา


ณ ตึกโบราณสวยๆที่ถนนปากแพรก คุณยายที่อยู่บ้านแถวนี้เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเชลยศึกถูกขังรวมกันอยู่ในค่ายที่วัดใต้ ต้นถนนปากแพรกเวลาเย็นก็จะถูกต้อนให้เดินผ่านตามถนนนี้่ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ
แต่ละคนผอมโซและเจ็บป่วย...



ชาวปากแพรกซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า คหบดีที่มีฐานะ เห็นทุกวันก็สงสารเลยแอบเอาอาหารไปฝังไว้ที่ริมแม่น้ำ ให้ทหารเชลยสงครามได้กินค่ะ ที่เป็นคุณหมอก็แอบช่วยรักษา ให้ยากินบ้าง

ฉะนั้นเดินเที่ยวที่นี่...เหนื่อยก็นั่งพักคุยกับชาวบ้าน ... ชาวบ้านที่นี่ยินดีต้อนรับเสมอจร้า

Ref. ปากแพรก นิยามของบ้านและผู้คน บนถนนสายสั้น


บันทึกแมงโม้เข้าหู ณ ปากแพรก


ด้วยความโดดเด่นของเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนาน และสถาปัตยกรรมโบราณที่สวยงาม ทำให้สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและเอกชนในจังหวัด ร่วมกันฟื้นฟูประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น ณ ถนนปากแพรกสายนี้พร้อมทั้งสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม


 โดยเตรียมความพร้อมจัดถนนคนเดินขึ้น เพื่อให้คนรุ่นหลังที่มาเที่ยวชมมีโอกาสได้ศึกษาวัฒนธรรมสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์และชื่นชมสินค้าพื้นเมือง บนถนนสายเก่าเล่าเรื่องเมืองกาญจน์ สัมผัสวิถีชุมชนริมน้ำที่มีมายาวนานกว่า 177 ปี พาชมตลาดโบราณย้อนรอย

อิ่มอร่อยกับอาหารคาว-หวานแสนอร่อยที่สูญหายไปแสนเนิ่นนาน นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับฟังการขับกล่อมดนตรีของศิลปินทุกกลุ่มรวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านบนถนนสายนี้อีกด้วย




สำหรับถนนคนเดิน 177 ปี ปากแพรก จะเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้ามาเที่ยวชมได้ในเดือนกันยายน ศกนี้ โดยระยะแรกจะจัดขึ้นเฉพาะทุกเย็นวันอาทิตย์ก่อนแล้วจึงขยายวันเวลาต่อไป โดยจะเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด
เพื่อเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต



ใครพูด ใครโม้อะไรไว้ รอมาหลายปีแล้วอะนะ จะให้รอถึงชาติหน้าหรือป่าวนะ...สงสัยจุงเบย

รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสปากแพรก





พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสไทรโยคได้บันทึกเกี่ยวกับกาญจนบุรีไว้ว่า แต่เมืองที่ตั้งอยู่ตำบลปากแพรกเดี๋ยวนี้ ไม่เป็นทางพม่าข้าศึกเข้ามาเลย ถ้าโดยจะเดินกองทัพมา คงข้ามที่เขาชนไก่เมืองเดิม ตัดไปสุพรรณบุรีเข้ากรุงทีเดียว ถ้าจะลงทางล่างก็เข้าราชบุรีไปเล่นสวนบางช้างสมุทรสงคราม



แต่ที่ปากแพรกนี้เป็นที่ค้า ท่าขาย ด้วยเขาชนไก่เมืองเดิมนั้นขึ้นไปตั้งเหนือมาก มีแก่งถึงสองแก่ง ลูกค้าจะไปมาลำบาก จึงลงมาตั้งอยู่ที่ปากแพรกนี้ เป็นทางไปมาแต่เมืองราชบุรีง่าย 


เมืองที่ตั้งก่อกำแพงไว้นี้อยู่ที่แม่น้ำสามแยกตรงทางแม่น้ำน้อย เหมือนหนึ่งจะคิดรับทางเรือ แต่กองทัพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกมาครั้งนั้น ต้องส่งทัพหน้าไปตั้งที่ลาดหญ้ารับทางพม่าข้าศึก ทัพหลวงจึงตั้งอยู่ที่ลิ้นช้างกาญจนบุรี เมืองกาญจนบุรีเมื่อก่อนก็เป็นระเนียดไม้มาตลอด...


มากดไลค์ให้ปากแพรกกันเถาะนะ..นะ...นะ

ปากแพรก..โม้ไว้เมื่อหลายปีก่อน

โครงการขี้โม้

การเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
โครงการ ๑๗๗ ปี ปากแพรก ถนนเก่าเล่าเรื่องเมืองกาญจน์
ณ ถนนปากแพรก ชุมชนบ้านเหนือ ริมกำแพงเมืองเก่ากาญจนบุรี
         
 เป็นอย่างไรกันบ้างครับช่วงนี้ฝนฟ้าเทลงมาเกือบทุกวันทำเอาถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ แทบจะเหงาไปเลยทีเดียว แต่ยังดีที่มีพวกกลุ่มนักกีฬามาเดินเล่นคลายเครียดกันมากมายช่วยทำให้ถนนปากแพรกคึกคักขึ้นมาหน่อยหนึ่งครับ


แต่อย่างไรก็ตามไกด์สาธิต ก็ขอลุ้นให้คนเมืองกาญจน์มาช่วยกันหน่อยนะครับ เพราะหลังจากกองทัพนักกีฬาเดินทางกลับบ้านกันไปหมดแล้วคราวนี้ก็คงจะเหลือเฉพาะพวกเราชาวเมืองกาญจน์เท่านั้น และคราวนี้ก็คงจะเป็นบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของพ่อเมืองของเราแหละว่า จะทำอย่างไรถนนสายนี้ถึงจะเกิดเป็นถนนคนเดินแบบยั่งยืนต่อไปได้นานเท่านาน




ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะได้ยินกระแสเสียงของผู้คนหลายกลุ่มที่เห็นด้วยกับการเปิดถนนคนเดินสายนี้ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและขั้นตอนการดำเนินงานที่ดูเหมือนมีอะไรแอบแฝงและซ่อนเร้นอยู่ อันนี้ไกด์สาธิต ก็ฟังเขามาอีกที


อยากจะบอกกล่าวให้รู้เพื่อที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ และทำความเข้าใจกับผู้คนที่เขาอยู่บริเวณนั้น เอาหละครับไกด์สาธิต ก็คงจะฝากไว้เท่านี้ และก็จะต้องติดตามกันต่อไปว่า ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ จะเป็นอย่างไรกันต่อไป จะมีนักท่องเที่ยวมาเดิน หรือจะมีชาวเมืองกาญจน์กันเองมาเดินหรือไม่ อย่างไร

แต่ที่แน่ๆ ก็คือไกด์สาธิต ก็ต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองกาญจน์แห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รู้จัก ได้รับข้อมูลและความรู้ต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเดินทางไปสัมผัสกับสถานที่แห่งนั้นด้วยตัวของท่านเอง



          ย้อนกลับมาที่ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ ที่เมื่อฉบับที่แล้วไกด์สาธิต ได้แนะนำและอธิบายถึงศิลปะการก่อสร้างอาคาร และบ้านที่อยู่อาศัยบนถนนสายนี้ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สวยงาม ถึงแม้ว่าบ้านหรือตึกบางหลังจะดูคล้ายกับการก่อสร้างแบบชิโนโปรตุเกส หรือแบบโคโรเนียล อันเนื่องมาจากการได้รับอิทธิพลจากพวกฝรั่งเศสหรือพวกโปรตุกิส ที่เข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยนั้น รวมถึงศิลปะการก่อสร้างแบบจีน ที่มีให้เห็นอยู่มากมายหลายหลัง



 แต่หลังที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษก็คือ บ้านนายบุญผ่อง วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ เพราะนอกจากความสวยงามของอาคารที่โดดเด่น ด้วยการก่อสร้างเป็นตึก 3 ชั้นแล้ว ประวัติของเจ้าของบ้านหลังนี้ยังน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าของบ้านหลังนี้มีชื่อว่า นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์เป็นคหบดีที่มั่งคั่งคนหนึ่งของเมืองกาญจน์ นายบุญผ่อง ได้เริ่มติดต่อทำธุรกิจค้าขายกับพวกญี่ปุ่นโดยตรง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้ทำสัญญาค้าขายกับพวกญี่ปุ่น ทั้งเรื่องอาหารการกิน ของอุปโภคบริโภค ญี่ปุ่นต้องการอะไรก็มาสั่งที่ร้าน นายบุญผ่องก็รับหน้าที่จัดหาให้ พร้อมทั้งนำสิ้นค้าไปส่งให้ยังค่ายเชลยศึก ทำให้นายบุญผ่องได้มีโอกาสพูดคุยกับเชลยศึก จึงได้รับรู้ถึงความทุกข์ยาก จึงได้แอบให้ความช่วยเหลือเชลยศึกซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยงตายเป็นอย่างมาก อาทิ ช่วยให้เชลยศึกยืมเงินในกรณีขัดสน โดยไม่กลัวว่าจะถูกโกง จัดหาเวชภัณฑ์ต่างๆ เครื่องใช้ ถ่านไฟฉาย ยาสีฟัน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ส่วนประกอบเครื่องวิทยุสื่อสาร รวมถึงแอบส่งจดหมายให้กับเชลยศึกโดยซุกซ่อนไว้ในหีบห่อ เข่งผักผลไม้ หรือเครื่องใช้ต่างๆที่ญี่ปุ่นมารับไปทุกวัน

การแอบช่วยเหลือเชลยศึกอย่างไม่คิดชีวิตของนายบุญผ่อง ทำให้พวกเชลยศึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง นายบุญผ่องก็ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลออสเตรเลีย และอังกฤษพร้อมทั้งได้รับยศเป็นพันโทในกองทัพอังกฤษ และได้ถูกยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษสงครามของทางรถไฟสายมรณะ” (A War Hero Named Boonpong of Deathrailway) มาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ก็ยังมีบ้านอีกหลายหลังที่มีความสวยงามแต่ไม่สามารถค้นหาข้อมูลเจ้าของได้อย่างเช่น “บ้านสิทธิสังข์” ที่ก่อสร้างเป็นตึก 2 ชั้น ทำด้วยปูนทั้งหลังมีด้วยกัน 3 คูหา หน้าบ้านมีระเบียงยื่นออกมามีเสาปูนรองปูนรองรับ ที่เสามีบัวหัวเสาประดับ ด้านบนทำเป็นรูปโค้ง บานประตูเป็นแบบเฟี้ยม ช่องลมเหนือกรอบประตูมีลายฉลุเป็นลายเครือเถา เหนือลายฉลุเป็นภาพปูนปั้นลายก้านขด มีจารึกบอกพ.ศ.ที่สร้าง สีที่ใช้ทาบ้านนำดินมาจากทุ่งนาคราชมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวใช้ทา ซึ่งยังมีความคงทนมาจนทุกวันนี้ และเป็นบ้านที่ยังไม่มีการซ่อมแซมและต่อเติมใดๆ เป็นต้น ซึ่งบ้านต่างๆเหล่านี้ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป

สำหรับ ถนนปากแพรก ถนนคนเดินสายแรกของเมืองกาญจน์ จะสามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองกาญจน์ได้หรือไม่ต้องติดตามกันต่อไป

ref.http://www.tourmuangkan.com


ปิดตัวอย่างเป็นทางการ
โครงการ ๑๗๗ ปี ปากแพรก ถนนเก่าเล่าเรื่องเมืองกาญจน์
ณ ถนนปากแพรก ชุมชนบ้านเหนือ ริมกำแพงเมืองเก่ากาญจนบุรี



เฮอ!!!ทำให้ท้องแล้วก็ทิ้ง...แม่งทิ้งตรูอีกแล้ว ไม่กี่เดือนเอง

บ้านแต้มทอง


บ้านแต้มทอง


บ้านแต้มทอง อาคารตึกหลังแรกของกาญจนบุรี มีลักษณะภายนอกดูเหมือนศาลเจ้า บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นหลังนี้มีอายุประมาณ 142 ปี ปัจจุบันเป็นที่พักอาศัยของคนใน ตระกูลถึง 5 รุ่นด้วยกัน...


ตรงข้ามกับก๋วยเตี๋ยวหมูเจ้าอร่อยของปากแพรกคือบ้านแต้มทอง ที่มีอายุราว 100 ปี สร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อนช่างภาพหลงใหลและให้ความสำคัญกับซุ้มประตูแบบจีนตรงหน้าบ้าน เขาว่าเหมือนฉากในหนังภาพยนตร์กำลังภายในสักเรื่อง ว่ากันว่าเจ้าของเดิมคือนายฮะฮ้อและนางแฉ่ง แต้มทอง สร้างบ้านตึกหลังแรกนี้ด้วยการพาช่างชาวจีนโพ้นทะเลข้ามมาสร้าง และปักหลักเปิดบ้านหลังนี้เป็นร้านค้าในชื่อ ยี่กงชี
 
บ้านตึกหลังแรกของกาญจนบุรี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมเป็นร้านค้าขายของหลายอย่าง รวมทั้งเครื่องยาจีน และทอง อยู่บริเวณช่วงกลางถนนปากแพรก 

ปัจจุบันเป็นบ้านพักอาศัย มีลูกหลานอาศัยอยู่นับเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว  บรรพบุรุษคือ นายฮะฮ้อ แต้มทอง (แซ่อื้อ) ชาวจีนซึ่งมาตั้งรกรากที่เมืองกาญจน์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และได้กลับไปเมืองจีนนำช่างจีนกลับมาสร้างบ้านพร้อมเตียงดำ ซึ่งปัจจุบันบ้านนี้มีอายุประมาณ 150 ปี สถาปัตยกรรมแบบจีนยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง

ผมเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่ด้านข้างมีตรอกเล็กๆ มีป้ายขนาดใหญ่บอกว่าไปตลาดสด บ้านหลังนี้เป็นบ้านอีกหลังที่น่าสนใจ เสียดายที่ผมไม่ได้จดข้อมูลเอาไว้ จำได้แค่ว่าจุดเด่นที่น่าสนใจของบ้านนี้ คือรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ให้ความรู้สึกเหมือนศาลเจ้ามากกว่า 

แต่แท้ที่จริงแล้วคือบ้านคนที่คาดว่าน่าจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ บ้านเลยต้องใหญ่ตามไปด้วย ผมลองเดินเลียบตรอกเพื่อสอดส่องดูว่าบ้านหลังนี้กว้างขนาดไหน และก็พบว่ากว้างพอสมควร แถมอาคารด้านหลัง ก็มีลวดหลายบนหลังคาน่ารัก อย่างเช่นลายดอกเหมยบนจั่วที่สียังไม่ซีดจางมาก


อุโมค์ลับ


ห้องแถวปากแพรกเหนือ


ถนนปากแพรกลากผ่านไปสิ้นสุดที่วัดเทวสังฆาราม หรือวัดเหนือ ห้องแถวแถบปลายๆ ถนนนั้นปะปนกันไปทั้งเก่าคร่ำและที่ได้รับการดูแลเปลี่ยนผ่านมาถึงปฏิทินฉบับปัจจุบัน 

บางหลังเคยเป็นบ้านเช่าของนายทหารญี่ปุ่นที่ภายหลังขุดพบอุโมงค์ลับที่ขุดจากในตัวบ้านออกไปจนถึงแม่น้ำแควขณะที่ตรงปลายถนนห้องแถวเล็กๆ ชั้นเดียวอย่างบ้านชิ้นปิ่นเกลียวก็สะท้อนรูปแบบของเรือนแถวเชิงช่างเวียดนามโบราณและการปักหลักของคนญวนในปากแพรกไว้ตามโค้งประตู กระเบื้องดิน บานเฟี้ยม ที่มีอายุถึง 134 ปี ทุกส่วนโทรมทรุดซีดจาง ราวกับเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นจริงและสัจธรรมของสิ่งที่เรียกว่ากาลเวลา




เพราะเวลาจำกัด ผมเลยไม่อาจแวะพักที่ใดได้อีก รีบรุดฝีเท้าไปจนเห็นวัดเทวสังฆาราม หรือวัดเหนือ อยู่ไม่ไกล  ห้องแถวแถบปลายๆ ปะปนกันไปทั้งเก่าคร่ำและที่ได้รับการดูแลสะอาดสอ้าน บางหลังเป็นฝีมือช่างเวียดนามโบราณ  บอกการลงหลักปักฐานของคนญวนไว้ตามโค้งประตู บานเฟี้ยม ทุกส่วนโทรมทรุดซีดเก่า ราวกับจะย้ำให้เราตระหนักถึงสัจจธรรมแท้จริงของคำว่าเวลา


ref. ปากแพรก ถนนสายสั้น คืนวันทอดยาว - ท่องเที่ยว - กระปุก

และท้ายๆถนนนี่แหละทีใครๆเล่ากันว่า มีอุโมงค์ลับอยู่แถวนี้ลองไปตามดูซิ น่าสนใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เราไปหาแล้ววววว แต่หาไม่เจออะ!!!

ร้านสิทธิสังข์


ร้านสิทธิสังข์ อาคารปูน 2ชั้น รูปแบบประยุกต์ผสมสไตล์ตะวันตก ระบบโครงสร้างเป็นผนังรับน้ำหนัก อายุเกือบ 100ปี! บ้านสิทธิสังข์ สร้างขึ้นในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส มีจุดเด่นอยู่ที่ปูนปั้นลายก้านขดเหนือป้ายชื่อบ้าน รวมทั้งประตูบานเฟี้ยมใช้สีทาบ้านที่ทำจากดินซึ่งนำมาจากทุ่งนาคราช 


ปัจจุบันบ้านนี้ถูกเปลี่ยนเป็น ร้านกาแฟร่วมสมัยเป็นร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักน่านั่งชิลล์เพลินดูรถวิ่งสวนไปสวยมาดี คนขายก็น่ารักครับ เพราะเค้าพูดภาษาเมืองกาญจน์

ออกแบบตกแต่งยังคงความเก่าไว้ได้แบบเนียนๆ โค้งอาร์กบนชั้นสองของตึก ตรึงเท้าผมให้ยืนพิจารณาอยู่เนิ่นนาน ฉลุไม้เหนือกรอบประตู กับภาพปูนปั้นลายก้านขด บอกถึงฝีมืออันปราณีตของช่าง กับรสนิยมของผู้อยู่อาศัย

ตึกเก่า 2 ชั้นติดกัน 3  คูหา สไตล์โคโลเนียล บานประตูเฟี้ยม ระเบียงชั้นบนทำเป็นช่องโค้ง  ปัจจุบันได้รับการตกแต่งทาสีใหม่ให้เป็นร้านกาแฟร่วมสมัยภายใต้โครงสร้างเดิม มีบริการเครื่องดื่มและขนมหวานต่างๆ



"บ้านสิทธิสังข์" ตึก ทำด้วยปูนทั้งหลังมีด้วยกัน  หน้าบ้านมีระเบียงยื่นออกมามีเสาปูนรองปูนรองรับ ที่เสามีบัวหัวเสาประดับ ด้านบนทำเป็นรูปโค้ง บานประตูเป็นแบบเฟี้ยม ช่องลมเหนือกรอบประตูมีลายฉลุเป็นลายเครือเถา เหนือลายฉลุเป็นภาพปูนปั้นลายก้านขด มีจารึกบอก พ.ศ. ที่สร้าง สีที่ใช้ทาบ้านนำดินมาจากทุ่งนาคราชมากรองแล้วผสมกับน้ำข้าวเหนียวใช้ทา ซึ่งยังมีความคงทนมาจนทุกวันนี้ และเป็นบ้านที่ยังไม่มีการซ่อมแซมและต่อเติมใดๆ เป็นต้น ซึ่งบ้านต่างๆเหล่านี้ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป



ห้องแถวปูนสีเหลืองสด 3 คูหาที่บ้านสิทธิสังข์ ใครเลยจะพลาดบรรยากาศเช่นนี้ไปได้ ตึกเก่างดงามหลังนี้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2463 สมัยรัชกาลที่ 5 โค้งอาร์กที่ชั้นบนนั้นดึงสายตาให้ออกมายืนมองที่ฝั่งตรงข้าม มองไล่ตั้งแต่บานเฟี้ยม เห็นชัดไปถึงช่องลมเหนือกรอบประตูที่งามด้วยงานฉลุไม้เป็นลายเครือเถา รวมไปถึงภาพปูนปั้นลายก้านขดเพลินตา sanook

 .................................
ข้อมูลเพิ่มเติม:

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305 เส้นทางเศรษฐี  หน้า 29

"สิทธิสังข์"ร้านกาแฟ...น่านั่ง น่าชม
"...เซ้งต่อทุกอย่าง เหมือนเราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ เลยเริ่มต้นการบริหารร้านกาแฟ จากการศึกษาเครื่องชงกาแฟก่อนว่า ในท้องตลาดมียี่ห้ออะไรบ้าง แต่ละรุ่น แต่ละราคา ต่างกันตรงไหนบ้าง"

ท่ามกลางการแข่งขันเข้าขั้นรุนแรงของ "ร้านกาแฟ" ตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย ถ้าใครมีต้นทุนดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาร้านหรือการจัดการภายในแล้ว ย่อมได้เปรียบคู่แข่งเป็นเรื่องปกติ

สำหรับร้านกาแฟ "สิทธิสังข์" ซึ่งตั้งอยู่ภายในตึกโบราณอายุเกือบร้อยปี สไตล์โคโลเนียล ขนาด 2 ชั้น 3 คูหา บนถนนปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี นั้น

อาจจัดอยู่ในกลุ่มกิจการ "ต้นทุน" ไม่ธรรมดา เห็นได้จากหลักฐานยืนยัน ใครที่สัญจรผ่านไป-ผ่านมา ในย่านนั้น เป็นต้องเหลียวหลังหันกลับไปมองในความงามแบบ "คลาสสิก" ของร้านแห่งนี้กันแทบทุกราย

แต่การมี "ร้านสวยๆ" เพียงอย่างเดียว ใช่จะ สร้าง "ความรวย" ให้กับเจ้าของกิจการได้ในพริบตา

เพราะใครๆ ก็รู้...การทำธุรกิจ "ไม่ง่าย" อย่างใจคิด

เจ้าของรับช่วงต่อ

ปัญหามาปัญญามี

คุณสุภาพ สิทธิสังข์ เจ้าของกิจการวัย 58 ปี กรุณาสละเวลามาต้อนรับและนั่งพูดคุยด้วยแบบเป็นกันเอง โดยออกตัวก่อนว่า กิจการร้านกาแฟ "สิทธิสังข์" ที่เธอดูแลอยู่นี้ ยังไม่ประสบความสำเร็จถึงเป็น "เศรษฐี" แถมยังอยู่ในลำดับของการ "เริ่มต้นใหม่" อีกด้วย


"ร้านนี้เป็นบ้านเก่าของขุนขจิตระบิน ต้นตระกูลสิทธิสังข์ ก่อนหน้านี้ปิดไว้เฉยๆ จนเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้มีคนมาติดต่อขอเช่าทำร้านกาแฟ รับโครงการถนนคนเดิน เลยเปิดบ้านให้ปรับปรุงใหม่บางส่วน และเปิดให้เช่าตั้งแต่นั้นมา" คุณสุภาพ ในฐานะสะใภ้ตระกูล "สิทธิสังข์" เริ่มต้นให้ฟัง

ก่อนเล่าต่อ แต่เนื่องจากโครงการ "ถนนคนเดิน" ในช่วงเวลานั้น ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งต้องเลิกไปภายในเวลาไม่นานนัก ร้านกาแฟ "สิทธิสังข์" ภายใต้การบริหารของผู้เช่ารายดังกล่าว ซึ่งหวังจะได้ลูกค้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเป็นหลัก จึงต้องพลอยซบเซาและต้องถอยไปด้วยโดยปริยาย

"พอเขาเลิกเช่า เราจึงเข้ามาทำต่อ เพราะอยากอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน-นักศึกษา ด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม" คุณสุภาพ บอกถึงความตั้งใจ ก่อนเผยให้ฟังตรงๆ

"แต่ทุกวันนี้รายรับไม่ได้ดีมาก อาจเป็นเพราะคนยังไม่ค่อยรู้จัก และกาแฟสดมีขายเยอะ เฉพาะในตัวเมืองกาญจน์ น่าจะมีถึงร้อยเจ้า แต่ที่ยังอยู่ได้ คงเป็นเพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน และรายได้หลักมาจากค่ารับฝากรถหลังร้านมากกว่า"

และด้วยความที่ไม่เคยค้าขายมาก่อน เพราะรับราชการครูมาตลอดจนใกล้วัยเกษียณ ประกอบกับเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ เมื่อมีเหตุให้ต้องเข้ามาบริหารร้านกาแฟ จึงไม่มีความถนัดและเป็น "ข้อสอบ" ค่อนข้างยาก สำหรับอาจารย์ท่านนี้

"ตอนนั้นคนเช่าเดิมจะเซ้งเครื่องชงกาแฟให้ด้วย แต่ไม่เอา เพราะถ้าเซ้งต่อทุกอย่าง เหมือนเราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ เลยเริ่มต้นการบริหารร้านกาแฟ จากการศึกษาเครื่องชงกาแฟก่อนว่า ในท้องตลาดมียี่ห้ออะไรบ้าง แต่ละรุ่น แต่ละราคา ต่างกันตรงไหนบ้าง" คุณสุภาพ เล่าอย่างนั้น

ก่อนไล่มาถึงกลยุทธ์ทำให้ร้านมียอดขายเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้ คุณสุภาพ บอก ร้านของเธอค่อนข้างได้เปรียบตรงความสวยงามดั้งเดิม คนที่มาส่วนใหญ่ จึงมาเพื่อถ่ายรูปบรรยากาศร้านมากกว่าตั้งใจมาดื่มกาแฟโดยตรง

เธอจึงต้องพยายามประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งทำป้ายไปตั้งตามสถานที่ต่างๆ และแจ้งข่าวสารของร้านผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้ลูกค้าทั้งในท้องถิ่นและต่างถิ่น เกิดการรับรู้ว่า ร้านกาแฟ "สิทธิสังข์" นอกจากจะมีบรรยากาศน่าสนใจแล้ว สินค้าหลักที่จำหน่ายอยู่นั้น ยังมีคุณภาพดีและราคาไม่แพงอย่างที่คิด

หาพันธมิตร

สร้างจุดแข็ง

ด้วยต้องการให้กิจการร้านกาแฟแห่งนี้ มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น คุณสุภาพจึงใช้วิธีการหา "พันธมิตร" ทางธุรกิจ โดยชักชวนลูกศิษย์ ซึ่งมีฝีมือด้านการทำเบเกอรี่ เข้ามาเสริมให้เกิดจุดแข็ง

คุณสรีรัตน์ สุขสม เรียกแบบกันเองว่า คุณก้อย เจ้าของกิจการ "บ้านขนม by สรีรัตน์" พันธมิตรทางธุรกิจของ "สิทธิสังข์" ซึ่งปัจจุบันมีจุดผลิตขนมเค้กหลากหลายรสชาติ อยู่บริเวณด้านหลังของร้านกาแฟสิทธิสังข์นั่นเอง

ส่วนการเข้ามาจับมือกันทำธุรกิจครั้งนี้ คุณก้อย เล่าว่า คุณแม่ของเธอมีฝีมือด้านการทำเบเกอรี่ เคยขายส่งขนมพวก เค้กกล้วยหอม แยมโรล ให้กับร้านค้าในเมืองกาญจน์ แต่ไม่เคยทำแบรนด์ ลูกค้าจึงไม่สามารถเข้ามาอุดหนุนได้ต่อเนื่อง

กระทั่งราวปี 2550 คุณแม่ของเธอเริ่มมีปัญหาสุขภาพ คุณก้อยจึงลาออกจากงานประจำด้านคอมพิวเตอร์ที่ทำมาเกือบ 10 ปี แล้วกลับมาช่วยดูแลครอบครัว ด้วยการทำขนมขายเหมือนกับคุณแม่ แต่ใส่ "ลูกเล่น" ไม่ซ้ำ เข้าไปในผลงาน เช่น ขนมเค้กสูตรใหม่ รสชาติไม่ดาษดื่น ออกมาเสริม

และด้วยมีปัญหาติดขัดบางประการเกี่ยวกับหน้าร้าน คุณก้อยจึงหาทางแก้ไข โดยใช้โซเชียลมีเดีย ให้เกิดประโยชน์ คือ เปิดหน้าร้านขายขนมบนเฟซบุ๊ก

"เมื่อก่อนเล่นเฟซบุ๊กอยู่แล้ว แล้วค่อยเกิดความคิด ทำไมไม่ทำเฟซของร้านขึ้นมาบ้าง เพราะมันสามารถเป็นสื่อทำให้คนเห็นเราและรู้ว่าเราทำอะไรได้" คุณก้อย บอกเหตุผลและว่า เริ่มขายขนมเค้กผ่านเฟซบุ๊กเมื่อประมาณปี 53 โดยถ่ายรูปขนมเค้กที่ทำออกมาลงไว้ พอมีลูกค้าสนใจเขาจะติดต่อเข้ามาเอง

ขายเบเกอรี่ผ่านเฟซบุ๊กได้พักหนึ่ง คุณก้อยจึงได้พบกับคุณสุภาพ ซึ่งเป็นอาจารย์ของเธอสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษา และได้รับการชักชวนให้มาทำขนมที่ "สิทธิสังข์" โดยทำเค้กส่งให้ร้านกาแฟ และขายส่งทั้งทางตรงและผ่านเฟซบุ๊กได้เหมือนเดิม

"ทุกวันนี้มีร้านกาแฟอื่น มารับขนมเค้กไปขายบ้าง ส่วนความตั้งใจในธุรกิจ อยากรับจัดอาหารว่างตามงานสัมมนา งานศพ ในจังหวัดกาญจนบุรี เพราะมั่นใจว่าขนมของเรา รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง แม้ทุกวันนี้จะมีคนทำอยู่หลายเจ้าแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีที่ว่างแทรกเข้าไปได้" คุณก้อย บอกอย่างนั้น

....................

แม้เริ่มต้นทำธุรกิจเหมือน "ตกกระไดพลอยโจน" แต่ยังพยายามประคับประคองให้กิจการสามารถดำเนินไป โดยไม่ยอมถอดใจกับอุปสรรคของ "สิทธิสังข์" นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการน้อย-ใหญ่

หากท่านใดสนใจอยากไปอุดหนุนให้กำลังใจ ร้านกาแฟ "สิทธิสังข์" ตั้งอยู่บนถนนปากแพรก หากมาจากตัวเมืองกาญจนบุรี มุ่งหน้าไปทางประตูเมือง ให้เลี้ยวขวา เข้าถนนปากแพรก ร้านกาแฟน่านั่ง แห่งนี้ อยู่ทางด้านซ้ายมือ


สนใจติดต่อจองโต๊ะหรือสั่งเค้กอร่อยๆ สอบถามไปได้ที่ โทรศัพท์  (081) 858-1015 อีเมล Noisuparp@gmail.com หรือ https://www.facebook.com/baansittisang

ref.